Category Archives: สะกิดข่าวประจำวัน

เตือนแล้วนะ!! 9 สัญญาณเตือนเป็น “โรคเบาหวาน” คุณอย่าละเลยเป็นอันขาด เช๊คร่างกายด่วน!

Advertisement

loading...

Advertisement

1-88

Advertisement

loading...

โรคเบาหวาน อยากรู้ว่าตัวเองกำลังกลายเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือไม่ ต้องเช็กอาการเหล่านี้ อย่ามัวแต่ละเลยจนสายเกินแก้ โดยโรคเบาหวานเป็นโรคที่เรื้อรังและไม่หายขาด รวมทั้งยังเป็นโรคทางพันธุกรรมอีกด้วย นอกจากนี้โรคเบาหวานยังสามารถเกิดขึ้นได้แม้คนในครอบครัวไม่มี­ปร­ะวัติโรคเบาหวาน เพราะฉะนั้นเรื่องอาหารการกินของเราก็สำคัญมากเช่นนะคะ เคยได้ยินคำที่ว่า กินอย่างไหน ได้อย่างนั้น กันหรือป่าวค่ะ เราทุกคนควรหันมาดูแลสุขภาพกันดีกว่า ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ สมัยนี้เค้าฮิตสุขภาพดีสวยจากภายในสู่ภายนอกกันแล้วนะ ใครยังไม่หันมาดูแลตัวเองนี่เชยแล้วนะคะ

Advertisement

loading...

ใครนอนกรนลองเลย!! เผยเคล็ดลับแก้นอนกรน ด้วยวิธีธรรมชาติง่ายๆ ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน…

ใครนอนกรนลองเลย!! เผยเคล็ดลับแก้นอนกรน ด้วยวิธีธรรมชาติง่ายๆ ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน…

คนส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องการนอนกรนซึ่งมีผลกระทบต่อคนที่อยู่ด้วย และถ้าคู่ของคุณเป็นคนนอนกรนคุณจะเข้าใจถึงปัญหานี้ดี ฉันยอมรับว่าไม่อยากนอนร่วมกับคนที่มีปัญหานี้เพราะมันทำให้ฉันต้องสะดุ้งตื่นมากลางดึกพร้อมกับความหงุดหงิด

ส่วนใหญ่อาการนอนกรนจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราหลับลึก เกิดจากผนังจมูกมีลักษณะบีบรัดผิดปรกติหรืออาจเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป อีกทั้งยังเกิดได้จากการมีน้ำหนักเกิน นอกจากนี้การนอนกรนยังสร้างเสมหะขึ้นในลำคอและจมูก

001

แต่ตอนนี้เรามีข่าวดีมาบอก

วิธีการรักษาธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพช่วยหยุดการนอนกรนได้ มีหลายคนบอกว่าการดื่มน้ำผลไม้แสนอร่อยต่อไปนี้ช่วยป้องกันการนอนกรนได้

ส่วนผสม:

มะนาว ¼ ลูก
แครอท 2 ลูก
ขิงสด 1หัว
แอปเปิ้ล 2ลูก

วิธีทำ

นำส่วนผสมทั้งหมดลงไปปั่นหรือคั้นให้เข้ากัน

วิธีใช้

ดื่มน้ำผลไม้นี้สัก 2-3 ชั่วโมงก่อนนอนเป็นประจำทุกวัน. ส่วนผสมของน้ำผลไม้ธรรมชาตินี้มีคุณสมบัติอย่างมาก เพราะในน้ำมะนาวมีวิตามินซีสูงช่วยทำความสะอาดของเหลวในรูจมูกในขณะที่แครอทและแอปเปิ้ลช่วยล้างรูจมูกและส่งเสริมการนอนหลับ

นอกจากนี้ขิงยังช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของการบีบรัดในรูจมูก

การนอนกรนอาจไม่เป็นอันตรายอะไรมากนัก แต่ถ้าคุณนอนกรนเป็นประจำจะทำให้เกิดการหายใจติดขัดหรือทำให้การนอนหลับเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่อง ดังนั้นคุณจึงได้รับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้

อ้างอิง : http://dailynaturallife.com
แปลข้อมูลโดย : http://www.rak-sukapap.com/ เว็บไซต์

เช็คด่วน!! 12 อาการเริ่มต้น….ที่บ่งบอกว่า “ตับ” ของคุณกำลังมีปัญหา!!

01-15

ตับตั้งอยู่บนด้านขวาของหน้าท้องคุณ มันถูกคลุมด้วยซี่โครงของคุณมันเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกายมนุษย์ หน้าที่หลักของตับคือช่วยกำจัดสารพิษที่เป็นอันตรายออกไปจากร่างกาย ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะทำให้ระบบของร่างกายเสียหาย

มันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ครวจะรู้ถึงสัญญาณเริ่มของตับว่าเกิดปัญหาร้ายแรง

ในขณะที่ตับมีความเสี่ยงกับโรคต่างๆ มากกว่า 100 ชนิด และโรคของแต่ละคนอาจมีอาการแปลกๆ แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้มีผลต่อตับในลักษณะที่คล้ายกันในช่วงเริ่มต้น

โรคต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตับ ประกอบด้วย
โรคตับอักเสบ
โรคตับแข็ง
โรคไขมันในตับ
โรคตับจากแอลกอฮอล์

นี่คือ 12 อาการเริ่มต้นของความเสียหายของตับที่คุณควรระวัง
1.ปวดท้องบ่อย
เมื่อคุณเกิดอาการปวดท้องอยู่บ่อยๆ และมีอาการคลื่นไส้ ในบางครั้งมีการอาเจียนร่วมด้วยคุณควรออกไปตรวจร่างกายทันที เพราะอาการคลื่นไส้เป็นผลมาจากการสะสมสารพิษในร่างกายและยากที่จะกำจัดมันออกไป

2.เบื่ออาหาร
ตับผลิตน้ำดีที่ช่วยในการย่อยอาหาร เมื่อตับของคุณผิดปกติการผลิตน้ำดีจะลดลง และการเผาผลาญอาหารของคุณก็จะลดลงด้วย ดังนั้นคุณจะรู้สึกอิ่มอยู่ตลอดเวลาและทำให้คุณไม่อยากอาหาร

3.ร่างกายรู้สึกเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า และอ่อนเพลีย
เมื่อมีการสะสมสารพิษมากเกินไปในร่างกาย คุณจะรู้สึกเหนื่อยบ่อยขึ้นแม้หลังจากที่ได้พักผ่อนเต็มที่แล้ว เป็นเพราะสารพิษที่ตับได้รับอากาศมันจะแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดและมีผลต่อการไหลเวียนของเลือดไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายเช่น สมอง กล้ามเนื้อหัวใจ เนื้อเยื่อ และอวัยวะส่วนอื่นๆ

4.มีปัญหาในการย่อยอาหาร
ดังที่กล่าวไปแล้วว่า ตับผลิตน้ำดีที่ช่วยย่อยอาหารเมื่อมันอ่อนแอการผลิตน้ำดีก็จะลดลงและเป็นผลให้อาหารที่คุณกินเข้าไปไม่ถูกย่อยอย่างสมบรูณ์นำไปสู่ปัญหาท้องผูก

5.การเปลี่ยนแปลงในสีอุจจาระ
น้ำดีที่ผลิตโดยตับจะช่วยให้อุจจาระของคุณเป็นสีน้ำตาลเข้ม เมื่อคุณมีปัญหาเกี่ยวกับตับ จะทำให้ตับผลิตน้ำดีน้อยลง จะทำให้อุจจาระเหนียวและมีสีเทา สีซีด และสีเหลือง

6.การเปลี่ยนแปลงในสีของปัสสาวะ
เมื่อคุณมีสีปัสสาวะที่เปลี่ยนไป แม้ว่าคุณจะดื่มน้ำอย่างเพียงพอแล้วก็ตามมันอาจบ่งชี้ถึงปัญหาของตับ เช่น ระดับบิลิรูบินในกระแสเลือดของคุณ ซึ่งไตได้ผลิตออกมาจากนั้นตับจึงต้องขจัดออกไป

ปัสสาวะสีเข้มยังอาจเป็นสัญญาณของการใช้ยาปฏิชีวนะ การคายน้ำหรือการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี คุณจึงควรไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

7.มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นโรคดีซ่าน
เมื่อบิลิรูบินอยู่ในกระแสเลือดของคุณเพิ่มมากขึ้น เป็นผลมาจากการทำงานที่ล้มเหลวของตับที่ไม่สามารถกำจัดมันออกไป คุณจึงมีแนวโน้มที่จะตัวเหลืองซึ่งมักจะเกิดขึ้นที่ผิว ปลายนิ้ว ตา และลิ้นของคุณ

8.การกักเก็บของเหลว
เมื่อตับของคุณมีปัญหามันจะกักเก็บของเหลว เท้าและข้อเท้าของคุณจะขยายบวม คุณจะต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริง

9.การเปลี่ยนแปลงในช่องท้องของคุณ
เมื่อตับมีปัญหาจะมีภาวะเกิดน้ำในช่องท้อง นี้เป็นอาการเริ่มต้นของความเสียหายในตับที่มีการสะสมของของเหลวในช่องท้อง จะทำให้ท้องป่อง

10.การระคายเคืองผิวเรื้อรัง
ผิวของคุณจะไวต่อสิ่งกระตุ้นเมื่อถูกสัมผัส และมีแนวโน้มที่จะเกิดสะเก็ดและอาการคัน รวมทั้งจะมองเห็นเส้นเลือดดำได้อย่างชัดเจน เมื่อตับของคุณมีปัญหา

11.โรคท้องร่วงและมีเลือดออกในลำไส้
เมื่อตับของคุณมีปัญหาจะมีอาการท้องผูกบ่อยขึ้น และจะมีอาการท้องเสียร่วมอยู่ด้วยหรือแม้กระทั่งมีเลือดออกในลำไส้ หากคุณพบอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์ของคุณทันที

12.เป็นตะคริวบ่อยและมีอาการปวดท้อง
คุณจะรู้สึกเจ็บปวดบริเวณท้องด้านขวาบนของคุณ เมื่อตับมีปัญหาตับ เพราะบริเวณนี้จะไวต่อการสัมผัส

เมื่อคุณพบอาการต่างๆ เหล่านี้อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์ของคุณทันที

ที่มา: http://skynews.thaimom.net/36207/

ใครชอบอดนอน..ต้องอ่าน!! ใครชอบอดนอนมากๆ โชคร้ายอาจป่วยเป็นโรคนี้ อันตรายมาก!!

ใครชอบอดนอน..ต้องอ่าน!! ใครชอบอดนอนมากๆ โชคร้ายอาจป่วยเป็นโรคนี้ อันตรายมาก!!

หลังจากเป็นอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะซ่อนอยู่ตามปมประสาทของเราไปตลอดชีวิต เมื่อร่างกายอ่อนแอ เครียด อดนอน ไวรัสจะจู่โจมทำให้เกิดตุ่มพองใสที่เรียกว่า งูสวัด

โรคงูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัส VZV ซึ่งเชื้อไวรัสจะหลบซ่อนอยู่ตามประสาทใต้ผิวหนังหลังจากเป็นอีสุกอีใสและแฝง ตัวอย่างสงบเป็นเวลานานหลายปีจนถึงสิบๆ ปี รอจนวันที่ร่างกายของเราอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันต่ำลง เช่น อายุมาก เครียด อดนอน ติดเชื้อเอชไอวี หรือเป็นมะเร็ง เชื้อที่แฝงตัวอยู่นั้นก็จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และกระจายในปมประสาท ทำให้เส้นประสาทอักเสบ เกิดอาการปวด และเป็นตุ่มใสเรียงเป็นแนวตามแนวเส้นประสาท

1-109

โรคงูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัส VZV ซึ่งเชื้อไวรัสจะหลบซ่อนอยู่ตามประสาทใต้ผิวหนังหลังจากเป็นอีสุกอีใสและ แฝงตัวอย่างสงบเป็นเวลานานหลายปีจนถึงสิบๆ ปี รอจนวันที่ร่างกายของเราอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันต่ำลง เช่น อายุมาก เครียด อดนอน ติดเชื้อเอชไอวี หรือเป็นมะเร็ง เชื้อที่แฝงตัวอยู่นั้นก็จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และกระจายในปมประสาท ทำให้เส้นประสาทอักเสบ เกิดอาการปวด และเป็นตุ่มใสเรียงเป็นแนวตามแนวเส้นประสาท

โรคงูสวัดติดต่ออย่างไร?

โรค นี้สามารถติดต่อกันได้โดยการสัมผัส ระยะที่ติดต่อเป็นระยะช่วงที่มีผื่น ตุ่มน้ำใส และตกสะเก็ด ในรายที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส ถ้าไปสัมผัสกับคนไข้ที่เป็นงูสวัดก็จะเป็นโรคอีสุกอีใสก่อน

งูสวัดมีอาการอย่างไรบ้าง?

ผู้ ป่วยมักมีอาการเหมือนไข้หวัด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือเจ็บแสบร้อนบริเวณผิวหนัง หลังจากนั้นจะเริ่มมีผื่นลักษณะแดง คัน เป็นทางยาวตามแนวประสาทของร่างกาย แต่ไม่กว้างมากนัก โดยมักเริ่มในแนวใกล้ๆ กลางลำตัวตามแนวปมประสาท เช่น ตามประสาทของลำตัว แขน ขา ตา และหู มักเกิดเพียงด้านเดียว โดยส่วนใหญ่จะพบที่ลำตัวบ่อยที่สุด

หลังเกิด ผื่นได้ 1 วัน ผื่นจะกลายเป็นตุ่มน้ำใส เมื่อตกสะเก็ดบางครั้งจะมีสะเก็ดสีดำๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะหายไปเองได้ และสามารถทิ้งรอยแผลเป็นไว้ได้

ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเอดส์ มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือกลุ่มคนไข้ที่ได้รับยาเคมีบำบัด กลุ่มนี้ผื่นจะรุนแรงมาก สามารถเป็นได้รอบตัว แต่ถ้าภูมิคุ้มกันปกติผื่นจะเป็นแค่ซีกเดียว
อาการปวดหลังเป็นงูสวัด

ใน รายที่มีอาการรุนแรงหรือรักษาไม่ทันเวลา หลังอาการที่ผิวหนังหายไปแล้วจะยังคงมีอาการเจ็บปวดอยู่ โดยเฉพาะคนที่อายุ 50 ปีขึ้นไป การฟื้นตัวของเส้นประสาทนั้นจะใช้เวลานาน ส่วนมากจึงยังมีอาการเจ็บต่อเนื่องอีกหลายปี

การรักษาโรคงูสวัด

สำหรับ ผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรืองูสวัดขึ้นที่บริเวณหน้า หรือมีอาการปวดรุนแรง แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดทาน ภายใน 2-3 วัน หลังเกิดอาการ เพื่อลดความรุนแรง และช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น รวมทั้งช่วยลดอการปวดแสบ ปวดร้อนในภายหลังได้

สำหรับผู้ป่วยที่มี ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เป็นโรคเอดส์ หรือเป็นชนิดแพร่กระจายทั้งตัว แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ และจะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล

สำหรับ ผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดขึ้นที่ตา ควรรักษากับจักษุแพทย์ ซึ่งแพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดทานและหยอดตา เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางตา

แต่ ยาที่ใช้จะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ แต่จะทำให้การอักเสบสงบลง และเชื้อไวรัสจะกลับไปฝังตัวอยู่ที่ปมประสาทเหมือนเดิม ถ้าร่างกายมีภาวะอ่อนแอก็กลับมาเป็นอีกได้

ซึ่งระยะหวังผลการรักษา ให้หายมีอยู่แค่ 3 วันเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตรวจเจอแต่เนิ่นๆ ถ้าบริเวณที่เจ็บนั้นมีตุ่มพองขึ้นในบริเวณเดียวกัน ต้องรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ยิ่งตรวจพบเจอเร็วก็สามารถใช้ยาต้านทานไวรัสไว้ได้ อาการเจ็บหลังเกิดโรคนั้นก็จะเกิดขึ้นได้ยาก

การดูแลรักษาด้วยตัวเอง

• ในระยะเป็นตุ่มน้ำใส ให้รักษาแผลให้สะอาด โดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเกลืออุ่นๆ หรือกรดบอริค 3 % ปิดประคบไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วชุปเปลี่ยนใหม่ ทำวันละ 3-4 ครั้ง

• ในระยะตุ่มน้ำแตกมีน้ำเหลืองไหลต้องระมัดระวังการติดเชื้อแบคทีเรียที่ จะเข้าสู่แผลได้ ควรล้างแผลด้วยน้ำเกลือสะอาด แล้วปิดแผลด้วยผ้าก๊อซ

• ถ้าปวดแผลมาก สามารถทานยาแก้ปวดได้

• ไม่ควรใช้เล็บแกะเกาตุ่มงูสวัด เพราะอาจทำให้มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน กลายเป็นตุ่มหนอง แผลหายช้า และ กลายเป็นแผลเป็นได้

• การรับประทานอาหาร สามารถรับประทานได้ทุกอย่างโดยไม่มีข้อห้าม

• ไม่ควรเป่าหรือพ่นยาลงบนแผล เพราะจะทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน แผลหายช้าและกลายเป็นแผลเป็นได้

ภาวะแทรกซ้อนของโรคงูสวัด

• ติดเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากการแกะเกา หรือ ดูแลผื่นไม่ถูกต้อง ทำให้แผลหายช้าและเกิดเป็นแผลเป็นได้

• ในรายที่งูสวัดขึ้นตา อาจทำให้เกิดกระจกตาอักเสบ ต้อหิน ประสาทตาอักเสบ อาจมีผลต่อการมองเห็นได้

• ในรายที่เป็นงูสวัดบริเวณหู อาจทำให้เกิดอัมพาตในหน้าครึ่งซีก มีอาการบ้านหมุน อาเจียน ตากระตุกได้

• ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ โรคอาจแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดหรือเข้าสู่สมอง และอวัยวะภายใน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

• ผู้หญิงที่เป็นงูสวัดขณะตั้งครรภ์ เชื้ออาจแพร่ไปยังทารกในครรภ์ ทำให้ทารกเกิดความผิดปกติ เช่น มีแผลเป็นตามตัว แขนขาลีบ ศีรษะเล็ก และมีปัญหาทางสมองได้

วิธีป้องกันงูสวัด

พักผ่อน ให้เพียงพอ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการสัมผัสผื่นในผู้ป่วยที่เป็นงูสวัด โดยเฉพาะคนไข้ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส ในบางรายอาจจะใช้การฉีดวัคซีนได้ โรคเริม กับ
ความแตกต่างระหว่าง เริม กับ งูสวัด

มีอาการและ ลักษณะคล้ายๆ กัน วิธีการสังเกตุง่ายๆ คือ งูสวัดมีลักษณะผื่นที่เป็นปื้นกระจายตัวตามเส้นประสาท ถ้าเป็นเริมตุ่มน้ำใสจะขึ้นทีละน้อยมากันเป็นกลุ่มๆ งูสวัดจะปวดแสบปวดร้อนมากกว่า ในเริมอาจแค่แสบๆ คันๆ งูสวัดส่วนใหญ่เป็นแค่ครั้งเดียว แต่เริมเป็นซ้ำได้บ่อยๆ

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคงูสวัด

• ถ้าหากเห็นมีตุ่มใสๆ เห่อขึ้นตามผิวหนังส่วนไดก็ตามให้สันนิษฐานว่าเป็นโรคงูสวัดเอาไว้ก่อน และรีบไปรักษาโดยเร็ว เพราะถ้าปล่อยไว้จะยิ่งรักษายาก

• ถ้าไปพบแพทย์ในช่วงมีอาการปวดหัว หรือปวดตามปมประสาท ส่วนใหญ่แพทย์จะวินัจฉัยผิดว่าเป็นการปวดหัว หรือปวดเส้นประสาททั่วไป

• อาการแสบร้อนมักเป็นในช่วงกลางคืน วันรุ่งขึ้นจะมีตุ่มพองเหมือนถูกยุงกัดบริเวณที่ปวด ให้สงสัยว่าเป็นงูสวัด

• คนที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสจะไม่มีทางเป็นงูสวัส

ที่มา: http://skynews.thaimom.net/42258/

เตือน!! คุณกำลังทำมันอยู่หรือไม่?? แค่ดื่มน้ำผิดวิธี อาการเหล่านี้อาจมาเยือนคุณได้

แค่ดื่มน้ำผิดๆ ก็ทำให้ป่วยได้งั้นหรือ…เราขอบอกดังๆ ว่า ใช่สิ โรคพื้นฐานอย่างปวดหัว ปวดหลัง เซื่องซึม ไม่มีพลังฯลฯ เหล่านี้เกิดขึ้นได้ทุกวันจากสาเหตุง่ายๆ แค่การดื่มน้ำไม่เป็น

เมื่อร่างกายเป็นโรค บางทีเราอาจต้องใช้หลักธรรมชาติมาช่วย เช่นเดียวกับหลักธรรมชาติที่มีมานานหลายพันปีอย่างศาสตร์อายุรเวทที่เชื่อในการรักษาความสมดุลของธาตุทั้ง 5 ในร่างกาย เพื่อให้เราสุขภาพดียาวนาน ไม่ว่า ธาตุดิน (เนื้อหนัง, อวัยวะ), ธาตุน้ำ (เลือด,น้ำเหลือง), ธาตุลม (อากาศธาตุ), ธาตุไฟ (ความร้อน, พลังงาน) และความว่างเปล่า ธาตุทั้งหมดจะทำงานร่วมกันตามสถานการณ์และช่วงเวลาที่แตกต่าง แต่ที่สุดแล้วการทำงานของทุกธาตุต้องอยู่บนความพอดี ไม่มากไม่น้อย ไม่เช่นนั้นแล้วเราจะเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย

0001

ซึ่งการแก้ก็คือการทำให้ธาตุนั้นๆ ฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งผ่านการปรับอาหาร การออกกำลัง การทานสมุนไพร และเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งแน่นอนว่าการดื่มน้ำเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญ หากยังไม่เชื่อลองมาดูจากอาการเหล่านี้

สิ่งที่เราทำ: ดื่มกาแฟเย็น ชาเย็นตอนเช้า

สิ่งที่เป็น: รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สดชื่นไปทั้งวัน

เป็นเรื่องชินตากันใช่มั้ย ที่หนุ่มสาวออฟฟิศเดินถือแก้วกาแฟเย็น ชาเย็น นมเย็นในช่วงเช้าๆ ก่อนเข้าออฟฟิศ กินคู่กับขนมปังสักก้อน หรือข้าวเหนียวหมูปิ้งให้พออิ่มท้อง ปากบอกว่ารู้สึกดี อร่อยถูกใจ แต่พอผ่านวันไปกลับรู้สึกไม่สบายตัว ไม่สบายท้อง ไม่กระปรี้กระเปร่า ซึ่งในทางอายุเวทแล้ว ช่วงเวลาเช้าๆ แบบนี้คือช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการความอบอุ่น การราดน้ำเย็นเข้าสู่ร่างกายจึงเป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยง

พูดให้ถูกต้องก็คือยามเมื่อร่างกายตื่น ควรที่จะค่อยๆ ขยับร่างกาย ค่อยๆ ลุกจากเตียง ดื่มน้ำอุณหภูมิห้องสักแก้วหลังตื่น (ก่อนแปรงฟัน) หรืออาจเป็นน้ำอุ่นบีบมะนาวเล็กน้อยสักแก้วเพื่อช่วยดีท็อกซ์ร่างกายและเพื่อให้การขับถ่ายดีขึ้น จากนั้น จึงอาบน้ำแล้วอย่าลืมที่จะรับประทานอาหารเช้า นั่นคือมีสารอาหารครบทุกหมู่เพื่อเติมพลังให้พร้อมใช้ได้ทั้งวัน ตามด้วยน้ำไม่เย็นสักเล็กน้อยหรือน้ำอุ่นเพื่อส่งเสริมการย่อย หรือหลังจากที่อาหารย่อยสักพักแล้วจะดื่มกาแฟหรือช้าอุ่นๆ สักแก้วก็ไม่ว่ากัน ทั้งนี้ ชาและกาแฟไม่เหมาะอย่างยิ่งในช่วงท้องว่าง เพราะจะเร่งให้ร่างกายหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร การดื่มหลังอาหารจึงเป็นเรื่องที่ถูกแนะนำมากกว่า

การดื่มน้ำเย็นจัดในช่วงเช้าไม่เพียงทำให้ร่างกายต้องเผาผลาญมากขึ้นเท่านั้น แต่น้ำเย็นจะเข้าไปจับไขมันของอาหารที่เราทานและทำให้ย่อยยากอีกด้วย มากไปกว่านั้น ไขมันเหล่านี้จะไปเกาะตามทางเดินอาหาร โดยเฉพาะตามรอยหยักของลำไส้ซึ่งเป็นผลให้ดูดซึมสารอาหารไม่เต็มที่ เกิดไขมันตกค้าง และเป็นสาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกไม่สดชื่น อ่อนเพลีย ขาดความกระปรี้กระเปร่านั่นเอง (การดีท็อกซ์ลำไส้จึงถูกออกแบบมาเพื่อสิ่งนี้) แตกต่างจากคนที่มีลำไส้เป็นปกติที่มักมีความแข็งแรง สดชื่นมากกว่า

สิ่งที่เราทำ: ดื่มน้ำมากๆ ระหว่างมื้ออาหาร

สิ่งที่เป็น: ปวดหัว คอ บ่า ไหล่

ในทางอายุรเวท ธาตุที่จะทำงานหลักๆหลังมื้ออาหารคือธาตุไฟ ที่มีหน้าที่ย่อยอาหารและแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานต่อไป (ลองสังเกตดูสิ เวลาเราหิวๆ ตัวเราจะร้อน เพราะธาตุไฟเตรียมอุ่นตัวเองก่อนเริ่มทำงาน) คล้ายๆ เตาปฏิกรณ์และส่งพลังงานให้ร่างกายไว้ใช้ระหว่างวัน แปลได้ว่าหากเราทำลายการทำงานของไฟ (ด้วยน้ำมากๆ หรือน้ำเย็นๆ) ร่างกายก็จะเสียความสมดุลในทันทีซึ่งในที่นี้ไม่ต่างจากการเอาน้ำไปดับไฟนั่นเอง ทั้งยังเป็นเรื่องที่เราทำกันจนเสียนิสัยอีกด้วยกับการดื่มน้ำมากๆ หลังอาหาร รวมทั้งการดื่มน้ำเย็นจัดหรือน้ำอัดลมระหว่างมื้อ

หากเรายังดื้อแพ่งดื่มน้ำเย็นอะไรจะเกิดขึ้นงั้นหรือ ผลก็คือร่างกายจะหยุดการย่อยไว้ก่อน คล้ายๆ กระเพาะช็อกเกร็งจากความเย็น แล้วให้ธาตุไฟอุ่นน้ำและอาหารในท้องทั้งหมดเกิดความอุ่นก่อน จากนั้นก็จะค่อยเริ่มกระบวนการย่อย ซึ่งเท่ากับว่าระหว่างที่รอให้ท้องอุ่นนั้นอาหารเกิดการบูดเน่า ทำให้เกิดแก๊ซ เกิดลมเข้าแล้ว ร่างกายในเวลานี้จึงมีลมกระจายอยู่ทั่วร่างกาย อาจถูกระบายออกด้วยการผายลมบ้าง เรอบ้าง และบางส่วนที่ระบายออกไม่ได้ก็จะกระจายไปตามเส้นต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้เองที่เป็นสาเหตุของการปวดหัว ปวดบ่า ไหล่ แบบไม่ทราบสาเหตุ น้อยคนที่จะรู้ว่าลมในร่างกายทำให้เราป่วยไข้ได้ การรักษาในแผนตะวันออกจึงมีเรื่องการนวดรีดเส้นเข้ามาช่วยนั่นเอง เมื่อรู้แล้วว่าร่างกายต้องการไฟในการย่อย การดื่มน้ำระหว่าง/หลังมื้อที่เหมาะสมจึงเป็นการดื่มน้ำอุณหภูมิปกติและดื่มเล็กน้อยแค่พอช่วยย่อย จากนั้น ทิ้งให้ร่างกายอบอุ่นและให้ไฟทำงานตามธรรมชาติ ผลลัพธ์คือการย่อยทำงานตามปกติแล้วค่อยดื่มน้ำมากหรือน้ำเย็นระหว่างวันแทน ส่วนคนที่มีอาการปวดแบบนี้บ่อยๆ อาจลองสังเกตการดื่มน้ำของตนเองดูว่าดื่มน้ำมาก หรือดื่มน้ำเย็นระหว่างมื้อหรือไม่ รวมทั้งคนที่ท้องอืด ท้องเฟ้อบ่อยๆ เพราะลมเกิดขึ้นได้จากการดื่มน้ำไม่เป็น พอๆ กับระบบย่อยที่ผิดปกติ ทั้งนี้ การดื่มน้ำเย็นนั้นทำได้ แต่ควรเป็นระหว่างวัน ทางที่ดีที่สุดนั้นควรดื่มน้ำอุณหภูมิปกติให้ได้ไปทั้งวันเพื่อสุขภาพที่สมดุลแข็งแรง

สิ่งที่เราทำ: ดื่มนม ดื่มน้ำก่อนนอน

สิ่งที่เป็น: นอนฝันร้าย ตื่นแล้วรู้สึกอ่อนล้า

เป็นเรื่องที่ถกเถียงเสมอว่าการดื่มน้ำก่อนนอนทำแล้วดีหรือไม่ ศาสตร์อายุเวทเชื่อในเรื่องนาฬิกาของร่างกาย (Body Clock) ที่เราควรทำให้ร่างกายตื่นตัวในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและควรผ่อนคลายในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน เท่ากับว่าการรับประทานอาหารเย็นไม่ควรช้าไปกว่าเวลา 18.00 น. เพราะร่างกายกำลังเข้าสู่ช่วงการพักผ่อน คือให้กระเพาะอาหารได้ย่อยสัก 2-3 ชั่วโมงแล้วหลังจากนั้นก็ควรหยุดรับอาหารทุกชนิดเพื่อให้ระบบย่อยพักการทำงาน และให้การนอนหลับเข้าสู่ภวังค์อย่างเต็มที่ แนวทางสมัยใหม่ที่เราคุ้นหูอาจแนะนำต่างไปว่า ก่อนนอนนั้นควรดื่มน้ำให้มากเพื่อให้พร้อมกับการขับถ่ายตอนตื่น แต่อายุรเวทไม่ได้มองเช่นนั้น เพราะแทนที่ธาตุไฟจะได้พักกลับต้องตื่นมาทำงานในการย่อย นอกจากนั้นไตที่ถึงเวลาฟื้นฟูตัวเองตามเวลาของนาฬิการ่างกายกำหนดไว้นั่นคือประมาณสี่ทุ่ม ก็ยังต้องทำงานหนักและกระตุ้นให้เราลุกขึ้นมาปัสสาวะระหว่างนอน ทำให้การพักผ่อนถูกขัดขวางไปด้วย ผลคือนอนไม่เต็มอิ่ม ทางที่เหมาะกว่าจึงเป็นการหยุดดื่มน้ำก่อนนอน (หากกระหายจริงๆ การจิบน้ำอุ่นเพียงเล็กน้อยนั้นกระทำได้) เพื่อให้ร่างกายได้หลับสบาย หลับลึก และให้เราใช้ช่วงเวลานี้ซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะตื่นมาแล้วดื่มน้ำตามปกติ

การทำงานของร่างกายไม่มีอะไรซับซ้อนหากเราสังเกตตัวเองและหมั่นฟังเสียงภายในร่างกาย การดื่มน้ำก็เช่นกันที่เป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างมากที่เราปรับเปลี่ยนได้ ดื่มให้พอดีกับขนาดร่างกาย ดื่มมากขึ้นได้หากออกกำลังหรือกระหาย จิบระหว่างวันบ่อยหน่อยให้เลือดไหลเวียนดี ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพื้นฐานสุขภาพที่ดี โรคภัยเล็กน้อยไม่มากวนใจ

เคล็ดดื่มน้ำตำรับอายุรเวท
การดื่มน้ำเย็นไม่ได้ถูกปฏิเสธซะทีเดียว แต่ควรดื่มหลังออกกำลังกายเพื่อปรับอุณหภูมิ และควรค่อยๆ จิบ แทนที่จะดื่มจำนวนมากในคราวเดียว
การดื่มชาเป็นเรื่องดี แต่จะดีกว่าหากดื่มพร้อมของกินเล่นหรือให้มีอาหารไปพร้อมๆกันด้วย เพื่อไม่ให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารจากฤทธิ์ชา
หากร่างกายมีไข้ การดื่มน้ำเย็นเล็กน้อยนั้นช่วยลดไข้ได้ ไม่ใช่การดื่มน้ำอุ่นอย่างที่เข้าใจ เพราะร่างกายกำลังร้อนจึงต้องการระบายร้อน
การดื่มน้ำเย็นจัดระหว่างวันนั้นทำได้ และทางที่ดีไม่ควรเป็นน้ำอัดลมเพราะหากแก๊ซไม่สามารถระบายออกจากร่างกายได้ ก็อาจเป็นสาเหตุของอาการเจ็บป่วยต่างๆ

เครดิต: http://www.lisaguru.com/health/h20009/

สาวๆ แชร์ด่วน!! 12 สูตรลับ อาหารเย็นลดน้ำหนัก กินแบบนี้หุ่นดีแน่นอน!!

ทำไมต้องอดอาหารมื้อเย็นแล้วนอนฟังเสียงท้องร้องกลางดึกเพื่อลดน้ำหนักด้วย ในเมื่อเรามี 12 สูตรอาหารเย็นลดน้ำหนักมาให้ทุกคนด้วยค่ะ

cats-69

กฎเหล็กของอาหารมื้อเย็นทั้ง 12 สูตรนี้คือ

1. พลังงานต้องไม่เกิน 550 กิโลแคลอรี เพียงแค่จำกัดปริมาณการรับประทานอาหารให้อยู่ในช่วง 450-550 กิโลแคลอรีก็มีหุ่นดีได้ ยิ่งหากออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยยิ่งดีเลยค่ะ แต่ทางที่ดีควรเลือกกินแต่ข้าวไม่ขัดสี แป้งไม่ขัดสี และอย่ากินข้าวเกิน 1 ทัพพี (แบบปาดเรียบ ๆ ไม่ใช่ทัพพีพูน)

2. พยายามลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเพราะอาหารทั้ง 2 ประเภทนี้เป็นตัวการทำให้อ้วน หรือหากจำเป็นต้องกินอาหารประเภทแป้งจริง ๆ อย่าลืมเลือกกินแป้งที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์อย่างพวกแป้งไม่ขัดสีนะ

3. เลือกกินอาหารที่ให้พลังงานต่ำ มื้อเย็นที่กินแล้วไม่ทำให้อ้วนควรเป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำ เช่น สลัดผัก, ส้มตำ, น้ำพริกผักจิ้ม, ปลานึ่ง หรือเนื้อสัตว์ไขมันต่ำอย่างปลา เนื้อไก่ไม่ติดมัน รวมทั้งเต้าหู้ปลา เป็นต้น

4. กินโปรตีนให้เพียงพอ โปรตีนจะช่วยทำให้รู้สึกอิ่มอยู่ท้อง ดังนั้นในมื้อเย็นก็ควรจัดสรรอาหารที่มีโปรตีนสูงเพื่อให้ร่างกายได้รับ โปรตีนในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการด้วย โดยอาจจะเลือกเสริมผลิตภัณฑ์ประเภทถั่วและปลาในมื้ออาหารเย็น นอกจากนี้ก็ควรหลีกเลี่ยงไข่แดงและเครื่องในสัตว์ เพราะไขมันสูงมาก ๆ

5. ดื่มน้ำเปล่าก่อนมื้ออาหาร ก่อนจะรับประทานมื้อเย็น แนะนำให้ดื่มน้ำสะอาดประมาณ 2-4 แก้ว หรืออาจจะเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยมาก เช่น ผักและผลไม้ก็ได้ วิธีนี้จะช่วยถ่วงเวลากระเพาะอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มจนกินอาหารได้น้อยลง แต่ความอิ่มท้องยังคงเท่าเดิม

6. หลีกเลี่ยงน้ำหวานและขนมทุกชนิดทั้งน้ำอัดลม น้ำหวานไม่อัดลม ชา กาแฟ เบเกอรี่ ขนมไทย ขนมขบเคี้ยวทุกชนิด นับเป็นของต้องห้ามที่ควรเลี่ยงอย่างแรงหากอยากมีหุ่นดี เพราะคิดดูสิว่าน้ำตาล ไขมัน และส่วนผสมที่ทำให้อ้วนจะมีมากขนาดไหนในอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้

7. หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงเนื่องจากร่างกายเราต้องการไขมันไปใช้ในกระบวนการทำ งานต่าง ๆ ด้วย แต่ไขมันที่เราควรจะเสิร์ฟร่างกายก็ต้องเป็นไขมันดีอย่างไขมันเชิงเดี่ยวจาก น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก อะโวคาโด และอาหารประเภทถั่วและธัญพืช แทนไขมันไม่ดีจากอาหารประเภทผัด ๆ ทอด ๆ

8. กินไฟเบอร์ อาหารลดน้ำหนักที่ดี ต้องมีไฟเบอร์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญอยู่แล้ว เพราะไฟเบอร์ไม่เพียงแต่ช่วยให้อิ่มเร็วเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติกระตุ้นการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี ดังนั้นอย่าลืมรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูงอย่างพวกผักและผลไม้ด้วย

9. ใช้เวลากินอย่างตั้งใจ ระหว่างการรับประทานมื้อเย็น ควรกินให้ห่างจากโทรทัศน์ หรือพยายามอย่ากินข้าวไปอ่านหนังสือหรือเล่นมือถือไป เพราะกิจกรรมระหว่างกินอาหารเหล่านี้จะช่วยให้เราเพลินกับการกินมากยิ่ง ขึ้น

10. กินมื้อเย็นไม่เกิน 19.00 น. ควรกินอาหารมื้อเย็นในช่วงเวลาที่ไม่เกิน 18.00-19.00 น. หากกินอาหารดึกเกินเวลานี้ อาหารที่กินเข้าไปจะไม่ได้รับการเผาผลาญ โดยเฉพาะหากกินแล้วอาบน้ำเข้านอนเลย เพราะในที่สุดมันก็จะกลายเป็นไขมันที่พอกพูนตามเนื้อตัว

11. ลดการดื่มแอลกอฮอล์เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวเพิ่มน้ำหนักเราได้แบบ พุ่งกระฉูด ยิ่งหากทุกเย็นคุณต้องนั่งจิบเบียร์เป็นประจำ แบบนี้ต่อให้ออกกำลังกายอย่างหนักน้ำหนักก็ไม่ลด แถมยังอาจได้สุขภาพแย่ ๆ จากการดื่มแอลกอฮอล์กลับไปด้วย

12. ใช้ภาชนะขนาดเล็ก และกินอย่างสโลว์ไลฟ์ เพียงแค่เปลี่ยนภาชนะใส่อาหารมื้อเย็นให้มีขนาดเล็กลง รวมทั้งใช้ช้อนขนาดเล็กกว่าปกติตักอาหารรับประทาน เท่านี้ก็ช่วยให้เรามีหุ่นดีได้ เนื่องจากการใช้ภาชนะขนาดเล็กจะทำให้รับประทานอาหารได้น้อยกว่าเดิมเพราะ เกิดความรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น แต่ทั้งนี้คุณเองก็ควรเคี้ยวอาหารอย่างช้า ๆ ไปด้วย

เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถลดน้ำหนักได้ ถึงแม้จะทานมื้อเย็นก็ตาม

ที่มา: thaijobsgov.com

หือออ น้ำลายฟูฟ่อง สูตรนี้ชวนให้ลอง!!! เนื้อทอดน้ำปลาเมนูสุดฟิน แถมทำง่าย ใช้ส่วนประกอบแค่ 3 อย่าง

หือออ น้ำลายฟูฟ่อง สูตรนี้ชวนให้ลอง!!! เนื้อทอดน้ำปลาเมนูสุดฟิน แถมทำง่าย ใช้ส่วนประกอบแค่ 3 อย่าง
วันนี้แอดมินจะมาสอนทำเมนูกับแกล้มก็ดี กินกับข้าวก็อร่อยให้เพื่อนๆ กันนะ คอรักเนื้อถือสมุดมาจดกันได้ดีๆ เลยนะเหมียว นั่นก็คือเมนูเนื้อทอดน้ำปลาสูตรเด็ดแอดมินการันตี!!! มาดูกันเลย
1

ซึ่ง เมนูสูตรเด็ดๆ นี้เป็นสูตรจากทาง คุณ Swin จากสมาชิกเว็บไซต์ Pantip.com ครับผม แค่มีเนื้อ น้ำปลา พริกไทย และน้ำมันสำหรับทอดแค่นั้นแหล่ะ

ส่วนผสมมีแค่ เนื้อวัว 500 กรัม น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ พริกไทยแค่นั้นล่ะจ้า
มาขั้นแรกเลย หั่นเนื้อวัวให้เป็นชิ้นยาวๆ เหมือนกับเราจะทำหมูแดดเดียวนั่นแหละ

แล้วนำมาหมักกับน้ำปลาและพริกไทยที่เตรียมไว้ ระวังอย่าใส่น้ำปลาเยอะไปนะเมี๊ยวว เค็มไม่รู้ด้วยล่ะ ทางที่ดีชิมน้ำปลาแต่ละยี่ห้อก่อนนะจ๊ะ เพราะความเค็มมันจะไม่เท่ากัน
แล้วทิ้งไว้ในตู้เย็น 2 ชั่วโมง เนื้อจะเริ่มแห้งเพราะว่าตู้เย็นมีความชื้นต่ำ และถ้าเอาไปตากแดดก็จะกลายเป็นเนื้อแดดเดียวจ้า
ใส่น้ำมันลงไปในกระทะเยอะๆ ตั้งไฟให้แรงๆ ทอดประมาณ 9 นาที ครั้งละครึ่งหนึ่งๆ
ทีนี้ตักขึ้นแล้วก็สะเด็ดน้ำมันเลยล่ะจ้า  ใส่จาน ทานกันได้แบบฟินๆ เลยล่ะเมี๊ยววว หือออ น้ำลายฟูฟ่องกันเลยทีเดียว
ที่มา: http://newsone.sayhibeauty.com/2016/04/3_24.html

แจก !!!! สูตรน้ำพริกกะปิ 4 สูตร อร่อยสุดยอด ชนิดที่ไม่ผิดหวังแน่นอน

น้ำพริก กะปิ 4 สูตร การทำให้อร่อยนั้นสิ่งที่ต้องเตรียมก่อนก็คือ กะปิอย่างดี กระเทียมต้องกลีบเล็กๆๆจะได้หอมและพริกขี้หนูสวนรวมทั้งการใช้นำ้ตาลมะพร้าว และมะนาวสดๆ หหากต้องการลูกเล่นเพิ่มเติมกลิ่นได้เช่นการใช้ลูกกระสังข์ไส้ในมาโขลกด้วย กลิ่นของลูกกระสังข์จะช่วยเพิ่มรสชาติที่หอมเย็นและถ้าบางท่านชอบมะม่วงสด โขลกผสมก็จะได้น้ำพริกมะม่วงซึ่งการหาวัตถุดิบเหล่านี้ขึ้นอยู่กับพืชผักใน ท้องถ่นที่มีอยู่

11

น้ำพริกกะปิ (สูตร 1)

เครื่องปรุง
กะปิห่อใส่ใบตองเผาไฟพอหอม 300 กรัม
กุ้งแห้งป่น 200 กรัม
กระเทียมสดแกะเปลือก 100 กรัม
พริกขี้หนูสวน 50-70 กรัม
มะเขือเปราะเอาเมล็ดออกซอยเป็นเสี้ยว ๆ 50 กรัม
มะอึกซอยละเอียด 50 กรัม
น้ำมะนาว 6-8 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2-4 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปีบ 3-5 ช้อนโต๊ะวิธีปรุง
นำกะปิโขลกกับกระเทียม พริกขี้หนู พอเริ่มละเอียดใส่กุ้งแห้งป่นโขลกต่อให้เข้ากัน
ใส่มะเขือเปราะ มะอึก ใช้สากค่อย ๆ โขลกเบา ๆ เคล้าให้เข้ากัน
ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาลปีบให้ทั้งสามรสคลอ ๆ กันไป หวานตามหลังนิดหน่อย
บางรายใส่ผิวมะนาวซอยละเอียดลงไปก็ได้กลิ่นหอมของผิวมะนาว
รสออกขมฝาดนิด ๆ แต่ก็กลมกลืนกับกะปิและรสชาติรวม ๆ ของน้ำพริก
บางรายใส่มะม่วงสับ มะขามอ่อนแล้วแต่ฤดูกาล โดยเฉพาะฤดูมะนาวแพง
แต่เป็นช่วงที่มะม่วงออกสู่ตลาดจึงใช้ความเปรี้ยวของมะม่วงแทนได้
โดยซอยสับแบบมะละกอส้มตำ หากให้มีกลิ่นหอมใส่แมงดาลงไปก็ดีน้ำพริกกะปิรับประทานกับปลาทูนึ่งทอด ปลาทอดอื่น ๆ ทั้งปลาทะเล ปลาน้ำจืด
แนมด้วยผักสด ผักทอด ผักทอดชุบไข่ ผักต้ม น้ำพริกกะปิ
หากใครทำอร่อยจริงๆ ขายได้แน่นอน เพราะวิถีชีวิตไทยกับน้ำพริกกะปิขาดกันไม่ได้
น้ำพริกพื้นบ้านที่นิยมรับประทานมากที่สุด คนไทยทุกคนรู้จักมีการประยุกต์
เพื่อความเหมาะสมตามแต่วัตถุดิบที่มีในครัว ไม่ถือเป็นกฏตายตัว
เช่น บางรายใส่มะอึก มะเขือเปราะซอยหรือมะเขือพวงบุบพอกแตกช้ำ ๆ
ผิวมะนาวซอยละเอียดซึ่งแต่ละอย่างที่ใส่ไปให้รสชาติใกล้เคียงกัน

แหล่งที่มา : แม่บ้าน น้ำพริก โดย ทวีศักดิ์ เกษปทุม. นิตยสารแม่บ้าน

น้ำพริกกะปิ (สูตร 2)

เครื่องปรุง
กะปิเผาไฟพอหอม 2 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมปอกเปลือกแล้วซอยหยาบ ๆ 1 ช้อนโต๊ะ
กุ้งแห้งป่น 1 ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนูเด็ดก้าน 1 ช้อนชา
มะอึกสุกหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ
ลูกกระสังข์ใส้ใน ซอย (ไม่ใส่ก็ได้) 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปีบ 2-3 ช้อนโต๊ะ
มะเขือพวงหรือมะเขือเปราะซอย 1 ช้อนโต๊ะวิธีทำ
1. โขลกกะปิกับกระเทียมให้ละเอียด ใส่กุ้งแห้งโขลกรวมกัน ใส่พริกขี้หนู มะอึก ระกำ มะเขือพวง
ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลาและน้ำมะนาว ชิมรสตามต้องการ2. รับประทานกับผักต้มราดกะทิ เช่น ถั่วพู ถั่วฝักยาว หน่อไม้ ตำลึง ผักกระเฉด ฯลฯ
หรือผักสดต่าง ๆ เช่น แตงกวา มะเขือสด ผักบุ้ง กระถินหรือผักชุบไข่ทอด เช่น ชะอม มะเขือยาว

3. จัดแนมกับน้ำพริกคือ ปลาทูทอด ปลาช่อนทอด ปลาดุกย่าง

หมายเหตุ
ใช้มะม่วงดิบซอยแทนมะนาวหรือมะดันซอย หรือมะขามอ่อน ตามแต่ฤดูกาล
น้ำพริกกะปิกุ้งนาเครื่องปรุง
พริกขี้หนูแห้ง 200 กรัม
หอมแดง 300 กรัม
กระเทียม 150 กรัม
กะปิใส่ใบตองเผาพอหอม 5 ช้อนโต๊ะ
มะขามเปียก 300 กรัม
น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม
เกลือ 1-2 ช้อนโต๊ะ
กุ้งนาต้มสุก 300 กรัม
น้ำมันพืช 4 ช้อนโต๊ะ

วิธีปรุง
– นำพริกขี้หนู หอมแดง กระเทียมแกะเปลือก ล้างแล้วนำไปคั่วน้ำมันพอเริ่มสุก นำขึ้นพักไว้
และนำมะขามมาละลายน้ำ
– นำกุ้งนาที่ต้มแล้ว ค่อย ๆ โขลกละเอียด
– นำพริกขี้หนูแห้ง หอมแดง กระเทียม กะปิ โขลกด้วยกันจนละเอียด แล้วนำไปผัดน้ำมันจนหอม
จึงใส่กุ้งนาที่โขลกไว้เข้าด้วยกัน ผัดต่อไปจนได้ที่ สังเกตดูจะเป็นเนื้อเดียวกับน้ำพริก
จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำมะขาม น้ำตาลปี๊บ เกลือตามใจชอบ
จะได้น้ำพริกกุ้งนา สามารถเก็บไว้ได้นานในตู้เย็น
รับประทานกับผักสดเช่น แตงกวา มะเขือเปราะ ถั่วพู กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว
และถ้าจะรับประทานกับผักต้มก็ได้

เป็นน้ำพริกกะปิทั่วไปแต่ใส่กุ้งนาก็คือกุ้งฝอย มีตามหนองน้ำใหญ่ ๆ กลางทุ่งท้องนา
โดยจะอยู่ชาย ๆ ตลิ่งนำมาโขลกแล้วเข้ากับเครื่องน้ำพริก
ให้รสชาติที่กลมกลืนเข้มข้นมากกว่าน้ำพริกกะปิธรรมดา

แหล่งที่มา : แม่บ้าน น้ำพริก โดย ทวีศักดิ์ เกษปทุม. นิตยสารแม่บ้าน

น้ำพริกกะปิดี

เครื่องปรุง
กะปิดี (ห่อใบตองเผา) 1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียม 1 หัว
พริกขี้หนูสวน 10 เม็ด
น้ำมะนาว 1 ผล
น้ำปลาด 1 ช้อนชา
น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนชา
มะเขือพวง 10 เม็ด
มะอึกขูดขน (หั่นละเอียด) 1 ลูกวิธีปรุง
นำกะปิ กระเทียม พริกขี้หนูใส่ครก โขลกแตกไม่ต้องละเอียดนักก็ได้
ใส่มะอึก มะเขือพวงตามลงไป โขลกพอบุบให้แตกเล็กน้อย
เสร็จตักใส่ถ้วยปรุงรสด้วยน้ำปลาดี น้ำมะนาว น้ำตาลปี๊บ ชิมรสตามต้องการ
รับประทานกับผักสดหรือข้าวสวยร้อน ๆ แถมปลาทูทอดตัวสวย ๆ สักตัวก็เข้ากันดีทีเดียว

 

ที่มา: http://share.thaimom.net/2016/04/4_27.html

เตือนภัย! กินไส้กรอก‬มากกว่า 12 แท่งต่อเดือน มีความเสี่ยงเป็นมะเร็ง ชนิดนี้ ……???

0001

เตือน! เด็กกินไส้กรอก‬มากกว่า 12 แท่งต่อเดือน มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว‬ มากกว่าถึง 9 เท่า

จากงานวิจัยของ USC เด็กที่กิน ‪#‎ไส้กรอก‬ มากกว่า 12 แท่งต่อเดือน มีความเสี่ยงเป็น ‪#‎มะเร็งเม็ดเลือดขาว‬ มากกว่าถึง 9 เท่า

อีกงานวิจัยหนึ่งพบว่า เด็กที่กินไส้กรอก 1 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพิ่มความเสี่ยงเป็น ‪#‎มะเร็งสมอง‬
แม่ท้องทานไส้กรอกบ่อยๆ ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อลูกเป็น ‪#‎เนื้องอกในสมอง‬
ในไส้กรอกมีอะไร? (นอกจากจะมีไขมันสูงแล้ว)

ไส้กรอกมี ‪#‎สารไนเตรท‬ ที่ใช้เป็นสารกันเสียและเพิ่มสีแดงให้กับเนื้อสัตว์ค่ะ
ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แนะนำให้ลดการบริโภคไส้กรอกนะคะ
อย่าคิดว่าเป็นแหล่งโปรตีนสำหรับเด็ก

ในทางกลับกันคือ ไส้กรอกเป็นเนื้อที่คุณภาพต่ำ ผสมไขมันมากกว่าที่คิด มีโซเดียมสูง และมีสารกันเสีย ที่มีผลร้ายต่อสุขภาพ

ให้ลูกทานหมูบด ไก่บด หรือเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการให้น้อยที่สุด ยังมองเห็นว่า “มันคืออะไร” อาหารที่ผ่านกระบวนการน้อยกว่า จะปลอดภัยกว่าค่ะ
ด้วยความปรารถนาดี ‪#‎นมแม่แบบแฮปปี้‬

ขอบคุณข้อมูลจากเพจ นมแม่แบบแฮปปี้‬

 

ที่มา: http://www.share-si.com/2016/02/12-9.html#

ลดน้ำหนักอวดหุ่นสวย รู้ยังดื่มน้ำอุ่นตาม 4 สเต็ปนี้ช่วยได้

10

   ดื่มน้ำอุ่นลดน้ำหนัก ตอกย้ำประโยชน์ของการดื่มน้ำให้รู้ว่า ถ้าอยากลดความอ้วน รู้ยังว่าดื่มน้ำอุ่นก็ช่วยได้

สูตร ลดน้ำหนักด้วยการดื่มน้ำ เป็นสูตรที่หลายคนเคยลองทำกันมาและมันก็เห็นผลลัพธ์ที่ดี แต่วันนี้หากอยากเพิ่มประสิทธิภาพในการลดความอ้วน บอกเลยว่าแค่ดื่มน้ำอุ่นทุกวัน ก็อวดหุ่นสวย ๆ ได้แล้ว

ประโยชน์ของการดื่มน้ำ ไม่ ได้แค่ช่วยให้ผิวพรรณเราเปล่งปลั่งสดใสเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายให้ขับเคลื่อนไปด้วยดี ยื่งหากดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องด้วยแล้ว ร่างกายก็จะซึมซับประโยชน์ดี ๆ จากน้ำที่ดื่มได้มากขึ้น และสำหรับคนที่อยากลดน้ำหนัก แนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นตาม 4 สเต็ปนี้

1. น้ำอุ่นควรมีอุณหภูมิ 45-50 องศาเซลเซียส หรืออุ่นน้ำ 1 แก้วในไมโครเวฟประมาณ 01.30 นาที จากนั้นผสมน้ำอุณหภูมิห้องอีกครึ่งแก้วก่อนดื่ม

2. ดื่มน้ำอุ่น 1 แก้วทันทีที่ตื่นนอน ก่อนอาบน้ำ 1 แก้ว หลังอาบน้ำอีก 1 แก้ว และก่อนมื้ออาหารอีก 1 แก้ว ทริคนี้จะให้ผลดีที่สุด

           3. ดื่มน้ำอุ่นอึกแรกให้กลั้วคอแล้วบ้วนทิ้งก่อน อย่าเพิ่งกลืนลงท้อง เพื่อทำความสะอาดช่องปาก

4. ค่อย ๆ ดื่มน้ำอุ่นแก้วแรกอย่างช้า ๆ น้ำอุ่น 1 แก้ว ควรใช้เวลาดื่มประมาณ 10 นาที เพื่อให้ร่างกายค่อย ๆ ดูดซึมน้ำไปใช้ได้อย่างเต็มที่

ใน ส่วนเหตุผลที่การดื่มน้ำอุ่นจะช่วยลดน้ำหนักได้ ทาง Stella Metsovas นักโภชนาการและผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร จาก Food and Nutrition Sciences ก็อธิบายว่า ด้วยอุณหภูมิน้ำอุ่นจะช่วยเพิ่มอุณหภูมิของร่างกายเราไปด้วย และส่งผลให้ระบบเผาผลาญคึกคักมากขึ้น จึงช่วยร่างกายเบิร์นแคลอรีได้มากขึ้นนั่นเอง แถมน้ำอุ่นที่เราดื่มเข้าไปยังช่วยบำรุงการทำงานของลำไส้และไตอีกต่างหาก

นอกจากนี้ผลการวิจัยส่วนใหญ่ยังเผยว่า น้ำอุ่นจะช่วยลดการสะสมของเซลล์ไขมันสีขาวในร่างกาย เราจึงลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น กินอะไรก็สะสมเป็นไขมันในร่างกายได้ยาก ทว่าเราก็ควรงดอาหารจำพวกไขมันทรานส์ แป้ง และน้ำตาลควบคู่กันไปด้วยนะคะ

สำหรับ สาว ๆ ที่กำลังไดเอตอยู่ และอยากได้ตัวช่วยที่ทำให้ลดน้ำหนักได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ลองดื่มน้ำอุ่นตามวิธีที่เราแนะนำกันดู แล้วอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยนะ อย่างน้อยก็ออกกำลังกายเบา ๆ ก็ยังดี 😉

 
ที่มา : กระปุก